ตกตั้งใหม่ ที่เชียงคาน
12 สิงหาคม 2554
ย่ำเย็นหนึ่ง คุยกันในวงเพื่อน 8 - 9 คน แล้วก็มีเสียงเอ่ยขึ้นว่า "ไปเชียงคานกันไหม" เราคุยกันเย็นนั้น เพื่อที่จะออกเดินทางในเช้าวันรุ่งขึ้น และแล้วก็สิริสมาชิกรวมได้ 6 คน
เที่ยวเล่นไปตามทางเรื่อยๆ จนถึงเชียงคานบ่ายแก่ๆ หาทีพัก เดินเล่น กิน ดื่ม คุย จนเวลาล่วงมาถึงเที่ยงคืน
ตอนนั้นเมาได้ระดับกำลังดี มีความสุข เพลินเพลินไปกับบรรยากาศ รวมกับการรีเซตตัวเองอยู่เรื่อยๆ
ถ้าใครสะดุดกับคำว่า "รีเซต" ผมอธิบายได้คร่าวๆว่า เป็นกระบวนการหนึ่งที่ ตัวเรารู้สึกตัวเรา รู้สึกว่าก้นสัมผัสเก้าอี้ เท้ากำลังไขว้ทับกัน มือที่สัมผัสแก้วเย็น น้ำที่ไหลลงคอผ่านหลอดอาหารค่อยๆเย็นวาบไล่ลงไป เพื่อให้เราออกจากความคิด ออกจากเรื่องราว ทั้งดีและไม่ดี ไม่ต้องมีที่ยึดเหนี่ยวจิตใจใดๆทั้งสิ้น มีเพียงตัวเราที่รู้สึกตัวนั่งอยู่บนเก้าอี้ หรือมองอีกมุมหนึ่งเช่น เรารู้สึกหิวมากๆจนคิดอะไรไม่ออก เราใช้ความรู้สึกเหล่านั้นเพื่อออกจาความคิดนั่นเอง ส่วนว่ารีเซตแล้วมันดีอย่างไร ลองอ่านต่อดูครับ
เสียงเพื่อนกระซิบมาไกลๆว่าเดี๋ยวไปซื้อน้ำแข็งก่อน เสียงเพื่อนกระซิบใกล้ๆว่าเดี๋ยวไปเข้าไปเก็บของก่อน
ด้วยความที่นิสัยผมเป็นคนซน(มาก) ความอยากรู้อยากเห็นสุง(มาก) ประกอบเพื่อนเพิ่งหายตัวไปหมด เหลือเพียงผมคนเดียวในระยะห้าเมตร ซึ่งมีความสงสัยว่า ไอ้ซิบโป้น่าตาประหลาดนี่ มันจุดยังไง ด้วยความรวดเร็วผมง้างเดือยอะไรสักอย่างทีละเดือยจนครบสามเดือย ไฟมันก็ยังไม่ติด สงสัยคงต้องกดปุ่มนี้หละมั้ง พอกดปุ๊บ ไฟมันติดวาบ ผมรู้ทันทีเลยว่ามันไม่ใช่ไฟแช็ค แต่มันเป็นปืน เลือดอาบมืออย่างรวดเร็ว พร้อมกับรูเล็กๆตรงซี่โครงซ้ายแถวๆหัวใจ
ผมมองไปที่เพื่อนที่หันมาด้วยหน้าตาที่อึ้งสุดขีด แล้วถามผมว่า โดนป่ะหนะ ผมตอบเบาๆว่าโดน สองคนที่อยู่นิ่งไปห้าวินาที ยกเว้นผมที่กำลังถอดเสื้อออกเพื่อเอามาอุดรูเล็กๆนั่น ระหว่างนี้ ผมรีเซตตัวเองอย่างหนัก ไม่ได้มีความฟูมฟาย ไม่ได้คิดหาถ้อยด่าเพื่อน ไม่ได้คิดว่ากระสุนเข้าหัวใจไหม กูจะรอดไหม เหลืออีกตั้งหลายอย่างที่ยังไม่ได้ทำ ผมไม่ได้คิดสิ่งเรานี้ ผมแค่รู้สึกอยู่ที่มือที่กดลงไปตรงรูเล็กๆที่รู้สึกเจ็บและจุกนิดๆ ผมต้องเตือนสติเพื่อนว่า "โรงบาล ไปเอารถมา" เพื่อนเจ้าของรถวิ่งไปวิ่งมาอยู่สองรอบ มันลืมกุญแจ ผมก็บอกมันว่า ใจเย็นๆ กูยังไม่ตาย แล้วก็ยิ้มนิดๆที่ได้เห็นความรนรานของเพื่อน
เพื่อนอีกสองหรือสามคนกลับมาจากไปซื้อน้ำแข็ง เห็นผมยืนพิงผนัง รอรถที่เพื่อนอีกคนกำลังขับมา ผมก็เล่าไปสั้นๆ มันก็รนเหมือนกัน พอผมขึ้นรถทุกคนก็จะตามกันไปหมด ผมเลยแนะให้ ทิ้งคนไว้ที่นี่ด้วย เพื่อนก็มีสติขึ้นมา ถ้าเราฟูมฟาย เรานั่นแหละที่จะตาย ออกจากความคิดแล้วมารู้สึกตัวอีกที
ผมได้รับการปฐมพยาบาลจาก รพ.เชียงคาน มายัง รพ.เลย ระหว่างนั้นก็เป็นเวลาที่ผมต้องนอนอยู่เฉยๆ ยังดีที่เขาให้เอาเพื่อนเข้ามาในรถพยาบาลได้ ระหว่างนี้ก็โทรบอกข่าว เพราะอาจจะไม่ฟื้น สีหน้าเพื่อนที่นั่งมาด้วยดูไม่ค่อยดี ผมก็สำรวจจากระดับความเจ็บปวดแล้ว ไม่น่าตาย แล้วก็บอกเพื่อนว่า ไม่ตายหลอก ไม่ต้องเครียด สีหน้าเพื่อนก็แลดูมีรอยยิ้มขึ้นมาบ้าง ผมไม่ได้ปลอบเพื่อนนะตอนนั้น ผมพูดความจริง ไม่งั้นบทความนี้คงจะไม่ได้ถูกถ่ายทอดออกมา
บอกอีกทีว่าผมรีเซตตลอดเวลาเท่าที่จะทำได้
ถึง รพ.เลย หมอก็ซาวน์หากระสุน ไม่เจอ แปลว่ามันเข้าไปลึก ต้องผ่า และแล้วผมก็ต้องหลับตาด้วยยาสลบ พริบตาเดียวผมก็ต้องลืมตามาด้วยความเจ็บปวดขั้นสูงสุด ความเจ็บที่ผมดีใจอย่างสุดซึ้ง มันทำให้ผมรู้ว่าผมยังไม่ตาย
ผมนอนอยู่เตียงหน้าสุดติดกับเคาน์เตอร์ที่พยาบาลอยู่ มันคือเตียงที่ใครมานอนตรงนั้นแล้วมีโอกาสไม่ตื่นสูง
เสียงพยาบาลถามว่าปวดไหม เสียงผมไม่มี หรือว่ากูจะเป็นไบ้แล้ววะ ผมพยักหน้าไปก่อน พยาบาลจึงนำยามาฉีดบรรเทาอาการปวดไปได้เยอะ เวลานั้นก็จะเช้าแล้ว เพื่อนก็เริ่มทะยอยกลับไปทำงาน พ่อกับแม่ก็กำลังเดินทางมา เป็นช่วงที่ผมต้องอยู่คนเดียว นอนรีเซตตัวไปเรื่อยๆ นอนนิ่งมากเพราะรีเซตอยู่ เวลานั้นผมรีเซตได้ง่ายมาก เพราะรู้สึกตัวได้จากอาการปวด มันชัดมาก จนพยาบาลมาทักว่า เมื่อยไหมเปลี่ยนท่านอนบ้างก็ได้นะ ผมก็ทำได้แค่เอาหมอนมาลองหลัง มากกว่านั้นไม่ได้แล้ว เพราะสายที่เข้าออกในตัวผมตอนนั้นมีสักห้าเส้นได้
หลังจากได้จิบน้ำไป เสียงผมก็กลับมา พยาบาลเปลี่ยนเวรมาใหม่ มองดูผมด้วยสายตาที่ไม่ค่อยดีนัก คงเพราะผมไปเกี่ยวข้องกับปืน ดูเป็นนักเลง ผมจึงต้องรีเซต เพื่อที่จะคุยกับพยาบาลได้เป็นปรกติ คุยไปคุยมาเขาก็รู้เองว่าผมไม่ได้เป็นนักเลง และสีหน้าก็เปลี่ยนไป มือไม้ก็เบาลง
ผมนอนอยู่ที่ รพ.เลย อยู่สักอาทิตย์หนึ่ง พร้อมกับความเพลิดเพลินไปกับมอร์ฟีน ผมถูกย้ายไปเตียงที่ห่างออกไปจากพยาบาล พ่อผม แม่ผม และเพื่อนผม มานอนเฝ้าอาการ ประทับใจมาก อันที่จริงผมไม่ต้องการกำลังใจอะไรเลย เพราะกำลังใจเอาไว้ใช้ปลอบใจตัวเอง มันคือความคิดที่รบกวนจิตใจเปล่าๆ แต่ที่ขาดคนเฝ้าไม่ได้นี่เพราะผมลุกเองไม่ได้ หยิบน้ำไม่ถึง พูดไม่ค่อยไหว ต้องมีคนมาพูดโทรศัพท์แทน
ผมเริ่มเดินไปเข้าห้องน้ำเองได้ในสองวันถัดมา ผมมีรอยยิ้มทั้งที่ผมยังเจ็บปวด ผมไม่ได้อยากยิ้ม แต่เพียงเพราะผมพบความอัศจรรย์ที่ได้รู้จักการรีเซต
--------------------------------
ปืนมาอยู่บนโต๊ะได้อย่างไร? ผมก็ไม่ได้ถามจากเพื่อนด้วยซ้ำ พอดีเพื่อนมาบอกเอง สงสัยคงคิดว่าผมสงสัย ผมไม่ได้สงสัยอะไรเท่าไรหลอก คนที่สงสัยจะเป็นพ่อแม่ผมมากกว่า และท่านก็คิดกันไปต่างๆนาๆ
อันที่จริงเพื่อนผมเขาหวังดี พอดีช่วงหัวค่ำมีวัยรุ่นจิ๊กโก๋ป้วนเปี้ยนอยู่แถวนั้น เพื่อนผมเลยเอามาติดตัวไว้ เอาไว้ขู่หนะ และเพื่อนทุกคนรู้หมดแล้วว่า ไอ้ที่วางอยู่ข้างซองบุหรี่นั้น ไม่ใช่ซิบโป้ ยกเว้นผมคนเดียวที่ไม่รู้ และเพื่อนก็คิดว่าผมรู้แล้ว
--------------------------------
- กราบขอบคุณ
ป๋า มโน สำหรับ "เสียง ที่ย่อยเป็นเม็ดเล็กๆๆๆๆๆมาเรียงต่อกัน ที่เราฟังมันทุกเม็ด" (ผมเข้าใจการรีเซตผ่านวลีนี้)
- ขอขอบคุณ
พ่อ และ แม่ สำหรับทุกๆอย่าง
อ.ประสาท ที่ชงจนมาเจอป๋า
พี่ฉั่ว ที่สร้างความสงสัยให้
โอเพ่นดรีม ที่พร้อมจะออกนอกไข่แดงตลอดเวลา
อีกหลายคนที่ไม่ได้เอ่ยถึง
ขออภัยที่คงจะพิมพ์ผิดพิมพ์ถูก ก็ไม่ได้เขียนเอาไปขายนี่
มีรูปเชียงคานมาฝากด้วย
ขอบคุณที่ได้กลับมาเจอกัน...